2007/Feb/11

โลกเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในเอกภพที่เรียกว่าสุริยะจักรวาลซึ่งมีพระอาทิตย์เป็นแกนหลักของระบบวงโคจรทั้งหมด

เป็นแค่ผงฝุ่นไร้ค่าเมื่อเทียบกับความกว้างใหญ่ของจักรวาล

แต่ทำไมแค่โลกใบนี้ แค่ผงฝุ่นเล็กๆเม็ดนี้ถึงได้มีสิ่งมหัศจรรย์ที่เรียกว่าสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้น

และสิ่งมีชีวิตสุดพิเศษที่เรียกกันว่ามนุษย์นั้นถึงได้ทะเยอทะยานครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างไม่เว้นแม้กระทั่งจักรวาล

มนุษย์แต่ละชนชาติต่างก็นับถือศาสนา มีพระเจ้าตามคติความเชื่อซึ่งแตกต่างกันออกไป

แต่ไม่อาจรู้ได้ว่าพระเจ้าองค์เดียวกันที่พวกเรานับถืออยู่นี้จะมีอำนาจครอบคลุมไปทั่วทั้งจักรวาลหรือไม่

แล้วถ้าเกิดวันใดวันหนึ่งมนุษย์สามารถเดินทางไปมาระหว่างจักรวาลได้อย่างอิสระพระเจ้าที่มนุษย์นับถือคงหมดความสำคัญลง

เพราะหากพระเจ้าบนโลกไม่สามารถประทานหรือช่วยเหลือมนุษย์ได้ดังที่พวกเขาหวังเอาไว้

มนุษย์ก็คงอพยพไปอาศัยนับถือพระเจ้าของดวงดาวหรือจักรวาลอื่นๆที่ดีกว่าเป็นแน่แท้

หรือคิดอีกแง่หนึ่งว่าหากพระเจ้ามีอยู่องค์เดียวบนโลกใบนี้

แสดงว่ามนุษย์ต่างดาวบนกาแลกซี่อื่นที่สิ้นหวังคงมีศรัทธาอันแรงกล้าที่จะเดินทางมาเพื่อตามหาพระเจ้าถึงโลกมนุษย์ใบนี้กันหมด

ทีนี้โลกก็จะเต็มไปด้วยมนุษย์ต่างดาวสายพันธุ์ต่างๆแห่กันมากราบบูชาพระเจ้า

พระเจ้าซึ่งแม้แต่มนุษย์เองก็ยังไม่เคยเห็น ไม่เคยสัมผัส แต่ก็ยังเชื่อว่ามี

ทั้งหมดนี้เป็นแค่ตัวอย่างของการมองมุมกลับในเรื่องที่หลายๆคนคิดว่าเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน

ซึ่งเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะคิดตามที่เขาอยากจะคิด เป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าเราจะเชื่อไม่ได้

แต่เพราะความเชื่อที่มากเกินไปทำให้เกิดปัญหาตามมาไม่รู้จักจบสิ้น

เชื่อว่าตัวเองถูกฝ่ายเดียว

เชื่อว่าฝ่ายที่คิดไม่ตรงกันผิดอย่างเดียว

ต่างคนต่างคิดแบบนี้ดูเหมือนจะไม่ผิดเพราะทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิด

แต่ถ้าหากว่าการคิดนั้นไปละเมิดความคิดของคนอื่นเข้าแล้วล่ะก็เก็บไว้ในใจดีกว่า

สงครามศาสนาที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วก็เพียงเพราะความเชื่อที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้

การเคารพในความคิดของคนอื่นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดในการอยู่ร่วมกันในระบอบประชาธิปไตย

โดยเฉพาะประเทศไทยที่บอกว่าเป็นประชาธิปไตยแต่ระบบหลายๆอย่างดูเป็นเผด็จการ

อาจารย์ที่เอะอะก็ลงโทษเด็ก ตีเด็กที่โต้แย้ง ถึงแม้ว่าฝ่ายเด็กจะถูกก็ตาม เห็นได้บ่อยๆตามโรงเรียนที่ครูอาจารย์ด้อยพัฒนา

ผมจำฝังใจตั้งแต่เด็ก มันทำให้เก็บกดจนมาถึงทุกวันนี้ที่ผมบรรลุนิติภาวะ

ผมต้องการแก้แค้นสังคมที่เผด็จการที่คอยกดดันผมตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก

ผมจะไม่ยอมให้คนที่ผมรักอยู่ใต้อำนาจเผด็จการไร้เหตุผลแบบนี้เด็ดขาด

ถ้าหากผมมีลูกก็จะไม่ส่งลูกเข้าไปเรียนโรงเรียนแบบนั้นเด็ดขาด

จะยอมทำงานหนักส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ หรือเรียนต่างประเทศ ที่ๆเขาเคารพสิทธิและความคิดของคนอื่นที่ดีกว่าประเทศไทย

ผมไม่เคยห้ามไม่ว่าใครอยากจะทำอะไรผมก็ให้ทำ

ยกตัวอย่างคนที่ผมรักอยากไปเที่ยว อยากคุยกับคนโน้นคนนี้ ผมไม่เคยว่า ให้เกียรติตลอด ถ้าต้องการให้ไปด้วย ผมก็ไป

ไอ้นิสัยของพวกขี้หึงหลายๆคนที่พอคบกันแล้วก็ล่ามโซ่ ไม่ปล่อยให้ขยับไปใหนนั้นน่าสมเพช

พออีกฝ่ายทนแรงกดดันไม่ไหวก็เลิก กลายเป็นปัญหาตามมาเพราะฝ่ายที่บีบบังคับเขานั้นไม่ยินยอม

สุดท้ายจบลงด้วยความตาย ของทั้งสองหรือฝ่ายเดียวก็ตาม

นี่เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงการขาดความเข้าใจในหลักประชาธิปไตย หรือการเคารพสิทธิเบื้องต้น ที่ไม่มีโรงเรียนใหนเลยในประเทศไทยสอนเด็ก

คนไทยหลายๆคนถึงเป็นกันได้อย่างที่รู้กัน เหล่าเด็กเกรียนจึงผุดขึ้นมาจากนรกเต็มไปหมดแบบนี้

ใครไม่พอใจหาว่าผมกระด้างกระเดื่องต่อระบบเผด็จการแบบนี้ก็ขอเชิญมายิงผมได้เลย ผมยอมตายดีกว่าอยู่อย่างไร้อิสรภาพ

แต่ผมจะไม่ไปคนเดียว ใครก็ตามที่เอาชีวิตผมไป ผมจะลากมันไปด้วย

-------------------------------------------------------------------

P.S.

- เมื่อวานนี้หลังจากเข้าอบรม Ethic Seminar ของมหาวิทยาลัย ผมอารมณ์ดีเป็นพิเศษในรอบปีเนื่องจากไม่มีภาระอะไรแล้ว หลังจากที่ตลอดหลายอาทิตย์วันเสาร์อาทิตย์ไม่เคยว่างเลย

ผมจึงตัดสินใจว่าจะไปเจาะจมูกเจาะปากและเจาะหูเพิ่มอีกสักหน่อย หลังจากเปลี่ยนชุดแล้วก็เดินออกไปยังไม่ทันพ้นหน้าซอยก็พบกับเฮียที่ผมนั่งดื่มประจำนั่งเต๊ะท่าสบายเหมือนที่เห็นทุกวัน

เฮียช่วยเตือนสติผมได้ว่าเจาะไปก็ดูดีแค่กับรุ่นเดียวกัน เด่นเพื่อจีบสาว แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าหากเข้าสมัครงานสารรูปแบบนี้คงไม่มีใครเอา ถึงจะถอดก่อนไปสมัครงานก็ยังเป็นรอยน่าเกลียดอยู่ดี แค่เจาะหูก็พอแล้ว หลังจากนั้นเลยอยู่กับเฮียยาว

นั่งหาอะไรทานกับเฮียซักพักผมก็กลับขึ้นห้องนอนเล่นไม่คิดที่จะไปเจาะปากเจาะจมูกอีกเลย คิดดูดีๆมันก็แค่เท่ห์แหละเนอะ

โชคไม่ดีที่ครอบครัวผมไม่ใช่นักธุรกิจ ไม่มีกิจการที่คุณพ่อสืบทอดมาให้ผมได้เนื่องจากคนละสายอาชีพกัน ผมจึงต้องเจียมตัวไว้ก่อนว่าเรียนจบยังไงๆก็ต้องไปเป็นลูกจ้างเขาแน่ๆ

แล้วคอยดูถ้าผมตั้งบริษัทได้เมื่อไหร่ รวยเมื่อไหร่จะเจาะจะสักทั้งตัวให้สะใจ แถมตั้งกฏให้พนักงานเจาะปากทุกคนแล้วสักตราโลโก้บริษัทกลางหลังด้วย จะทำจริงๆนะครับเนี่ยไม่ได้พูดเล่น คอยดูเถอะ

- ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามครับ สุขสันต์วันแห่งความรักล่วงหน้าด้วยครับผม


Comment

Comment:

Tweet


#8 by 333 (203.113.33.8) At 2007-02-18 11:13,
คิดเหมือนกัน
นี่แหละหนา...
เพราะโรงเรียนไม่ได้สอนวิชา''ความเป็นคน''
#7 by KILLY At 2007-02-17 02:39,
ง่ะ ยาวอะ อ่านแล้วสับสน ดึกแล้วเริ่มเบลอ 5555+

Happy valentine นะเจ๊อะ
#6 by ٭ Ģ ą Ģ ٭ .. ŧ я ą μ III ą At 2007-02-14 00:39,
อ่านแล้วขนลุก แหมมม ความเหนพี่ทรายก้อเหนด้วยหลายอย่างนะ แต่มันช่วยไม่ได้ที่เรามีประเพณีกะวัฒนธรรมแบบนี้ อีกอย่างมันก้อสืบทอดมาตั้งนานแล้วด้วยยย
แต่ก้อเหนด้วยมากที่สุดก้อเรื่องโรงเรียนนี้แหล่ะ แต่เรื่องอื่นทรายว่าพี่ลองมองให้กว้างกว่านี้มั๊ยหล่ะ มันอาจะไม่เปนอย่างที่พี่คิดอย่างเดียวหรอก
#5 by ทราย (203.155.29.100) At 2007-02-13 01:15,
ไดน่ากลัวจัง 555+เเต่ก้อสวยดีนะ
#4 by เหมียวววววววววว (58.8.50.121) At 2007-02-11 21:00,
อีกนิดที่บอกว่า ประชาธิปไตยอาจจะไม่ดี ที่ตัดเสียงส่วนน้อย
ก็เพราะว่าใครจะรุ้ว่า เสียงส่วนน้อยอาจจะถูกก็ได้ไง แค่กระแสสังคม แบะการประโคมข่าวทำให้คนเข้าพวกเสียงส่วนมากก็เป็นได้
อะไรแบบนี้
#3 by vicvic At 2007-02-11 16:21,
แหม๋เรื่องแรกมันช่างน่ากลัวพวกเคร่งศาสนาเข้ามาเห็นเสียจริง
อย่างว่าเรามันตัวจ้อยอ่ะ
เข้าว่าอะไรนะ
ความยุติธรรมที่ไม่มีพลังอำนาจเปลี่ยนอะไรไม่ได้อารมณืนี้มั้ง
แล้วพอมีอำนาจก็เริ่มไม่ยุติธรรม
จริงๆประชาธิปไตยก็แค่ระบบตัดเสียงส่วนน้อยเท่านั้น
ไม่ใช่ระบบที่ดี แค่ดีที่สุดในทั้งหมดที่มีให้เลือก เท่านั้นเอง
#2 by vicvic At 2007-02-11 16:19,
เอ๊ะ?? เข้ามาคนแรกเลย ^^
ง่า เห็นด้วยน้าก่าเรื่องโรงเรียน > <
อัพเรื่องซีเรยสจังน้า xD
อิอิอิอิ แล้วถ้าพี่ตั้งบริษัทได้เมื่อไหร่นู๋ขอเข้าด้วยน้า อยากเจาะปาก > . <

*จุ๊บๆ*
#1 by ~**_LuvLyPaRaKiz_**~ At 2007-02-11 07:34,