Diary

สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่เคารพ

ในที่สุดตัวผมเองก็ได้กลับมาอีกครั้งเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่ทราบได้

หลังจากที่ระเห็ดระเหินเรื่อยเปื่อยไปต่างๆนาๆ

ซึ่งก็คงจะทำให้ผู้อ่านบางท่านที่ติดตามเรื่องราวของผมอยู่ เกิดอาการหงุดหงิดว่าทำไมผมนั้นช่างจิตใจโลเลเสียนี่กระไร

เพราะอยู่ดีๆผมก็ลบทุกอย่าง แล้วเริ่มเปลี่ยนคอนเซปต์จากศูนย์ใหม่ไปหลายครั้งหลายครา

ข้อมูลบางอย่างที่อาจจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมก็เลยมีอันต้องสูญหายไปกับสายน้ำแห่งอารมณ์ที่แปรปรวนจนมลายสิ้นเลย

ต้องกราบขออภัยท่านผู้อ่านที่มีเกียรติทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ และ ณ โอกาสนี้

เนื่องด้วยตัวผมเองประสบกับภาวะสับสนในหนทางดำเนินชีวิตซ้ำซ้อนหลายๆเหตุการณ์ในเวลาไล่เลี่ยกัน

จึงทำให้บทความบางช่วงขาดตอนไม่ปะติดปะต่อหรือไม่ตรงคอนเซปต์ทำให้มีอันต้องรื้อเขียนใหม่อีกครั้ง

ซึ่งเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ผมต้องเปลี่ยนแปลงคติดำเนินชีวิตซะใหม่โดยสิ้นเชิงก็คือ การเริ่มหัดเล่นกีตาร์อย่างจริงจัง และเอาเป็นเอาตาย

ขนาดที่ว่ายอมฝึกจนตายถวายชีวิตและต้องพักการเรียนไปร่วม ปีกว่าๆ เลยทีเดียว ซึ่งก่อนที่ผมจะหลงใหลในมนต์สเน่ห์ของกีตาร์ที่เปลี่ยนชีวิตผมนั้นอยากจะขอท้าวความถึงความเป็นมาของตัวเองซักเล็กน้อย

หลายท่านที่อ่านบทความของผมนั้นบางคนอาจจะสงสัยว่าผมเป็นใคร ทำไมถึงอาจหาญชาญชัยกล้าประจานแนวคิดทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของตัวเองกลางที่สาธารณะเช่นนี้

ซึ่งก็เป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวงของผมเองที่ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีผมไม่ได้แนะนำ หรือเกริ่นอะไรเกี่ยวกับตัวผมเองเลยตั้งแต่เข้ามา

ในตอนนั้นผู้อ่านส่วนมากก็เป็นคนที่ผมเคยรู้จักกันมาก่อนช่วยกันลากกันเข้ามาทำให้ผมไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เพราะหลายๆท่านก็รู้จักภูมิหลังของกันและกันมาบ้างไม่มากก็น้อย

จึงเป็นการดีที่ผมจะเกริ่นถึงตัวเองเป็นลำดับแรก ของบทความแรกในวาระดิถีปีใหม่อันเป็นมงคลนี้ เพื่อให้ท่านผู้อ่านที่มีเกียรติทุกท่านเกิดความเข้าใจที่ตรงกันในเรื่องที่ผมต้องการจะสื่อในภายภาคหน้าต่อไป

ตัวผมนั้นเป็นคนจังหวัดนครราชสีมาโดยกำเนิด แต่ไม่มีเชื้อคนจังหวัดนครราชสีมาหรือโคราชแม้แต่น้อยเพราะบิดาของผมเป็นคนจีนที่เริ่มมาบุกเบิกกรุงเทพสมัยคุณปู่ยังหนุ่มๆนู่น

ชื่อปิงปอง เดิมทีนั้นคุณย่าตั้งเป็นภาษาจีนให้ว่า "บ ุ้น ปิ ง" ที่แปลว่าขยันอ่าน แต่คุณยายเกิดไม่ชอบเพราะชื่อน่าเกลียดไป เลยเปลี่ยนใหม่ให้เป็น ป ิง ป อ ง ซะเลย

ส่วนชื่อจริง ป ร ะxxx ร์ นั้นคุณแม่ชอบอ่านนิยายของคุณ ป ร ะ xxx ร มากสมัยที่ยังสาวๆ พอตั้งท้องผมก็เลยอยากได้ลูกสาวจะตั้งชื่อว่าประภัสสร แต่ผมผิดเองที่เกิดมาเป็นผู้ชาย คุณแม่ที่ผิดหวังจากการอดลูกสาวจึงเติม "การันต์" ให้แทนชื่อจะได้ฟังเป็นผู้ชายขึ้นหน่อยครับ

แต่คุณแม่ก็ยังไม่วายชอบจับผมแต่งเป็นผู้หญิงตอนเด็กๆเป็นประจำ บำรุงผิว ทั้งหน้า ทั้งตัว จนตอนนี้ผมคิดว่าผมเป็นผู้ชายที่ผิวขาวและนุ่มนวลมากกว่าหญิงใดในจักรวาลนี้แล้วล่ะครับ

สำหรับนามสกุล ลีxxxxx นั้น แม้แต่พ่อก็ยังไม่ทราบความหมายครับ เพราะคนตั้งก็คือคุณปู่และคุณย่าซึ่งท่านก็ไม่อยู่ให้ถามซะแล้ว ก็คงต้องปล่อยให้เป็นปริศนาของลูกหลานล่ะครับ ไม่แน่ถ้าแกะรหัสนามสกุลออกอาจจะเป็นความลับของราชวงศ์ใหญ่ๆซักราชวงศ์ในจีนก็เป็นได้นะครับเนี่ย

เป็นอันเข้าใจว่าผมมีเลือดเนื้อเชื้อไขของสายเลือดมังกรแผ่นดินใหญ่แท้ๆ แต่อนิจจากลับพูดภาษาบ้านเกิดบรรพบุรุษหรือที่เรียกกันว่าภาษาจีนแมนดารินไม่ได้ นอกจากคำว่า "หว่อ อ้าย หนี่" ที่แปลว่าฉันรักเธอหรือไอเลิฟยูนั่นแหละครับ

มิหนำซ้ำผมยังทรยศแผ่นดินเกิดที่ผมอาศัยมาตลอด 18 ปีคือจังหวัดโคราชด้วยการพูดภาษาท้องถิ่นไม่ได้เสียอีก เหมือนกับว่าเกิดที่โคราชแต่ก็ยังเหมือนไปไม่ถึงโคราชยังไงยังงั้นเลย

ชีวิตในวัยเด็กช่วงอนุบาลถึงประถม ผมอยากบอกตรงๆว่าเป็นช่วงที่เก็บกดที่สุดตั้งแต่เกิดมาบนโลกที่ศิวิไลซ์ใบนี้

เนื่องด้วยทั้งบิดาและมารดาล้วนเป็นอัจฉริยะบุคคล เป็นทั้งหมอทั้งพยาบาล และสภาพสังคมแวดล้อมไปด้วยสังคมแพทย์ชั้นสูงด้วยแล้ว เพื่อนในวัยเด็กของผมก็หนีไม่พ้นบรรดาลูกหมอทั้งหลายที่พักอาศัยอยู่ในละแวกบ้านพักแพทย์ที่ครอบครัวผมอาศัยอยู่

ส่วนใหญ่ลูกหมอจะฉลาดทั้งนั้น ใช่ครับผมก็โดนพ่อแม่สอนมาอย่างนั้น ต้องฉลาด สอบได้ที่หนึ่ง เป็นหมอเหมือนพ่อ ห้ามกลับบ้านเกิน 5 โมงเย็น ทำการบ้านเสร็จมาทบทวนกับท่านแม่ต่อ วันเสาร์ให้เล่นเกมส์ได้แค่ 1 ชั่วโมง วันใหนไม่สบายท่านพ่อก็เอาหนังสือเรียนมานั่งอ่านให้ฟังที่เตียง แกล้งป่วยก็ไม่ได้เพราะทั้งบิดามารดาล้วนแต่เชี่ยวชาญเรื่องโรคภัยไข้เจ็บชนิดที่ว่าแค่มองตาก็รู้ทันทีว่าป่วยจริงไม่จริง

นอกจากชีวิตในบ้านที่คร่ำเครียดแล้ว มิหนำซ้ำที่โรงเรียนยังพานพบกับบรรดาเพื่อนๆจอมวายร้ายที่คอยเอารัดเอาเปรียบทั้งหลาย ทั้งไถเงินบ้าง ฟ้องครูด้วยเรื่องโกหกไม่เป็นเรื่องบ้าง เอาเป็นว่าโดนตีเป็นประจำเพราะความเฮงซวยของเพื่อนๆ และความขี้ขลาดของผมเองที่ตอนเด็กๆผมไม่กล้าสู้คนเท่าไหร่นักเนื่องจากกลัวเจ็บ และยังคงเจ็บใจจนถึงปัจจุบันและขอสาบานต่อพระนามของท่านลูซิเฟอร์ว่าถ้าหากเจอกับพวกปีศาจในคราบนักบุญพวกนี้อีกข้าพเจ้าขอลงมือวิสามัญเรียงตัวให้พวกมันทรมานเหมือนกับที่เคยทำไว้กับข้าพเจ้าตั้งแต่สมัยอนุบาลจนถึงจบชั้นประถมให้พวกมันจำไปจนวันตายเลยทีเดียว

หลังจากพ้นนรกขุมประถมแล้วก็มาต่อกันที่นรกขุมมัธยมต้น เป็นช่วงหักเหเล็กๆของผมเอง ผมสอบเข้ามาศึกษาต่อที่โรงเรียนชื่อดังประจำจังหวัดคือโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย หลังจากที่ผมได้มีโอกาสเข้าค่ายเยาวชนเอเอฟเอสก็ได้พานพบกับวัฒนธรรมใหม่ที่ในโคราชยังเข้าไม่ถึงซึ่งก็คือวัฒนธรรมฮิปฮอป แร็พ และเบรคแดนซ์ และช่วงนั้นนั่นเองที่ผมเริ่มใจแตกนิดๆก่อนที่จะจบมัธยมต้น

พอเข้าสู่ช่วงมัธยมปลาย ผมก็เริ่มเป็นเด็กฮิปฮอปเต็มขั้น แต่อาจจะเรียกว่าจอมปลอมก็ได้ เพราะตอนนั้นผมแค่ต้องการทำตัวแปลกแยกแตกต่างจากชาวบ้านเขาเท่านั้น สเก็ตก็เล่นไม่เป็นกับเขา ไถไปไถมาเฉยๆก็เท่ห์แล้ว ปัจจุบันยังเก็บรักษาไว้อย่างดีที่บ้านโคราชแต่หายไปใหนแล้วไม่ทราบได้ รู้แค่ว่าอยู่ในบ้านนั่นแหละ สมัยนั้นคิดว่ากลุ่มเด็กสเก็ต ฮิปฮอปนั้นเท่ห์มาก เพราะพวกเรามีกันน้อย และนับได้ว่าเป็นกลุ่มแรกๆที่ก่อตั้งครูว์ (crew) ประจำจังหวัดขึ้นมา ซึ่งกว่าที่ปัจจุบันนี้ฮิปฮอปจะครองประเทศไทยได้นั้น หัวเมืองเล็กๆที่ชื่อว่าโคราชพวกเราได้พยายามต่อสู้กับสงครามโลโซอย่างหนักโดนเหยียดหยามจากพวกปากดีว่าไอ้เด็กแร๊พบ้าง แต่ลึกๆแล้วในที่สุดที่ผมทำไปก็แค่อยากเท่ห์เท่านั้นเองยังจับทางตัวเองไม่ได้ซักที ถือว่าเป็นช่วงที่รุ่งเรืองที่สุด ตอนนั้นผมเองหุ่นก็เพรียว หนักไม่ถึง 70 ไปใหนสาวๆกรี๊ดกันทั้งนั้น

แต่ช่วงสำคัญครั้งใหญ่ครั้งแรกของผมก็คือการที่ผมสอบทุนเอเอฟเอสได้ไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศบราซิลเป็นเวลา 1 ปี เหตุผลหลักๆที่ไปเพราะเบื่อสังคมโรงเรียนมัธยมไทย เบื่อความคิดหลอกตัวเอง อยากไปใหนไกลๆ แค่ หนึ่งปีเป็นเวลาเหมือนจะสั้นแต่ก็เป็นฐานหลักสู่วิถีการดำเนินชีวิตของผมจนถึงทุกวันนี้ จากการที่ได้อยู่คนเดียว ไม่มีใครชักจูง ไม่มีกระแส ได้เปลี่ยนชีวิตของผมกลายเป็นคนละคนเหมือนเกิดใหม่เลยทีเดียว และเป็นที่มาของชื่อ blog "Iron Maiden" ด้วยครับ

ที่บราซิลผมได้ฝึกศาสตร์การต่อสู้ป้องกันตัวหลายแขนงอย่างหนักทั้งคาโปเอร่า คาราเต้ ยิวยิตสู เคนโด้ และมวยวูซู เริ่มเล่นฟิตเนสเอาจริงเอาจังเพราะต่อยสู้กับคนบราซิลไม่ไหว ส่วนหนึ่งก็เพื่อกลับไปแก้แค้นพวกที่ชอบแกล้งเมื่อสมัยเด็กๆด้วย ประกอบกับสภาพภูมิประเทศที่เอื้ออำนวยต่อการเล่นกล้ามขาเป็นอย่างยิ่ง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนักบอลถึงเตะกันแรง และอาหารการกินที่อุดมไปด้วยขนมปัง นม เนื้อ และเบียร์ ผลคือจากคนธรรมดากลายร่างเป็นหมีควายล่ำสันบึกบึนภายใน 1 ปี

นอกจากความแข็งแกร่งทางร่างกายแล้ว ทางด้านจิตใจผมยังค้นพบดนตรีอีกแขนงที่คนไทยคิดว่ามันเป็นดนตรีที่รุนแรง หยาบคาย ไร้ศีลธรรม ซึ่งก็คือ "เมทัล" นั่นเอง

เพราะดนตรีเมทัลนี่เองที่เป็นจุดหักเหหลักในช่วงชีวิตที่มีแต่ความสับสนในไลฟ์สไตล์ของตนเอง

ซึ่งผมก็ระลึกได้ซักทีว่าไอ้ที่ตัวเรามัวทำบ้าเต้นแร้งเต้นกาบ้าบอนั่นมันไร้ค่าและเสียเวลาสิ้นดี

เนื่องจากช่วงนั้นผมอยู่ในระหว่างการเดินทางข้ามรัฐโดยรถบัสซึ่งกินเวลาเป็น 10 ชั่วโมงทำให้ผมมีเวลาคิดเรื่อยเปื่อยไประหว่างทาง และอุปกรณ์ยังชีพติดตัวของผมตั้งแต่มาอยู่ที่บราซิลก็คือ CD Walkman สำหรับเป็นเพื่อนแก้เหงาซึ่งผมก็ติดนิสัยยัดหูฟังเปิดเพลงตลอดเวลาก็มาจากที่บราซิลนี่อีกนั่นแหละครับ

ตอนนั้นที่ผมอยู่บนรถผมรู้สึกเบื่ออย่างร้ายกาจเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่ผมทำมา ทำมาเพื่ออะไร เท่ห์แล้วได้อะไร เราไม่ชอบแล้วทำไปทำไม ซีดีเพลงในกระเป๋าตอนนั้นก็มีแต่พวก Limp Bizkit,Linkin Park ตลอดจน Britney ก็ยังมีเลย แต่ตอนนั้นในใจคิดว่าพอแล้ว ฟังจนเบื่อเอียนแล้ว ผมก็พลิกแผ่นไปเรื่อยๆแล้วก็เหมือนท่านลูซิเฟอร์ดลใจครับ

ในกระเป๋านั้นมันมีซีดีแผ่นนึงที่ผมไม่คุ้นตามาก่อน ซึ่งผมอาจจะซื้อมาเพราะปกน่าสนใจแต่ว่าเนื่องด้วยมันเป็นแผ่นผีทำให้ผมไม่รู้ว่าปกมันจริงๆแล้วหน้าตาเป็นอย่างไร มันมีเพียงแค่ชื่อที่เขียนด้วยปากกาอย่างลวกๆว่า Iron Maiden The Best บนแผ่นสีขาวเท่านั้น

เนื่องจากไม่เคยเห็นมันมาก่อนผมจึงไม่รีรอที่จะเปิดฟังครับ ทันทีที่เปิดเพลงแรกขอสาบานต่อหน้าท่านลูซิเฟอร์ ท่านเบลเซบับ และพญามัจจุราชทั้ง 4 ตน ครับว่าผมปิดและแทบจะเขวี้ยงแผ่นทิ้งทันที

ผมนั่งเซ็งอยู่ซักพักว่าตอนนั้นผมซื้อเพลงบ้าอะไรมาก็ไม่รู้ หาความไพเราะไม่ได้ เสียงคนร้องก็แก่หงัก มันน่าอภิรมณ์ตรงใหนกัน

พอรถมาถึง Brasillia เมืองหลวงของบราซิลที่ผมมีธุระต้องไปพบกับท่านฑูตไทยประจำบราซิลและเตรียมต้อนรับอดีตนายกรัฐมนตรีคุณอาทักษิณ ชิณวัตรที่จะมาประชุมที่ Sao Paulo ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ดูเหมือนนรกจะเป็นใจอีกครั้งเมื่อผมเดินผ่านป้ายโปสเตอร์ติดกำแพงเก่ามากๆที่สีเริ่มจะซีดตามกาลเวลา มันคือโปสเตอร์คอนเสิร์ตในตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบราซิลคือ Iron Maiden Rock in Rio ที่กรุง Rio de Janeiro เมื่อปี 2002 ที่ผ่านมา

แต่สิ่งที่เตะตาที่สุดบนโปสเตอร์หาใช่ชื่อวง Iron Maiden เพราะผมเพิ่งเริ่มเซ็งจากเพลงที่รู้สึกว่าไม่เพราะของมันมาหมาดๆหลังจากลงรถนั่นแหละครับ

ที่ผมตกใจก็คือราคาบัตรครับ ซึ่งหลังจากตะลึงกับราคาบัตรที่แพงลิบลิ่วพร้อมกับเดินคิดในใจระหว่างทางไปที่พักว่าทำไมวงที่เพลงมันห่วยๆแบบนี้มันถึงได้แพงนักนะ คือวง Iron Maiden นี่ตอนผมมาบราซิลใหม่ๆก็พอผ่านตามาบ้าง เพราะมีคนฟังเยอะแยะ แต่ว่าตอนนั้นผมยังยึดติดกับทิฐิเดิมอยู่เลยยังไม่เปิดใจกับมันเท่าไหร่นัก

เมื่อผมมาถึงที่พักเรียบร้อยแล้ว อาบน้ำจัดแจงเก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อย ก็นั่งสลบเหมือดเปิดทีวีแก้เบื่อดูไปพลางๆ ซึ่งคงไม่ต้องบอกว่าเด็กวัยรุ่นเขาต้องดูอะไรกัน ผมเปิดหาช่อง MTV ทันทีครับ

คราวนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่นรกกลั่นแกล้งผม จำได้แม่นยำที่สุดว่าตอนนั้นเป็นเวลาราวๆ 4 ทุ่ม ซึ่งทาง MTV ของบราซิลจะออกอากาศแต่เพลงเก่าๆ และสิ่งที่ตามมาหลอกหลอนผมอีกครั้งก็คือ คอนเสิร์ต Iron Maiden เมื่อปี ค.ศ. 1990 เพลง Judas be my guide และเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ทำให้ผมต้องกลับมาง้อเจ้าแผ่นผี Iron Maiden นี้อีกครั้งหนึ่ง

หลังจากจมปลักกับมันจนในที่สุดผมก็เข้าถึงจิตวิญญาณของเมทัล ดนตรีที่อาศัยฝีมือมากกว่าความสนุกและเสียงร้อง และเนื้อหาที่ไม่แคบแค่ฉันรักเธอ เธอรักฉันเท่านั้น

และเนื่องจากประสบการณ์รักที่ค่อนข้างจะย่ำแย่เรื้อรังของผมในตอนนั้นทำให้ผมเปิดใจสู่ด้านมืดได้ง่าย ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผมเกลียดพลงไทยรักๆใคร่ๆมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงทำให้ผมนับถือนิกายซาตานิคด้วยครับ

บทเพลงหลายๆเพลงของ Iron Maiden เป็นแรงบันดาลใจหลายๆอย่าง รวมถึงคติในการดำเนินชีวิตของผมเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งไม่ว่าเพลงที่เก่าที่สุดของพวกเขาจะมีอายุมากกว่า 30 ปีแล้วก็ตามแต่เนื้อหาและซาวด์ดนตรีก็ยังคงเป็นอมตะและน่าค้นหาสำหรับคนรุ่นหลังตลอดมา


เมื่อสิ้นสุดโครงการแลกเปลี่ยนผมกลับมาไทยโดยที่ตลอดการเดินทางกลางอากาศนั้นเพื่อนคู่ใจของผมที่อยู่ข้างๆผมตลอด 20 กว่าชั่วโมงก็คือ Iron Maiden นั่นเองครับ

หลังจากกลับมาผมก็ได้ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญคณะนิเทศน์ศิลป์ ที่นั่นผมได้เข้าร่วมชมรมดนตรีสากลในขณะนั้นที่ยังเล่นดนตรีไม่เป็นแม้แต่ชิ้นเดียว

แต่เหตุผลที่เข้าชมรมดนตรีสากลนั้น เพราะผมได้ยินข่าวลือว่าพี่ใหญ่ของชมรมนั้นชื่นชอบ Iron Maiden มาก ผมไม่รอช้าโดดเรียนนั่งเฝ้าหน้าชมรมทั้งวันทั้งคืน เพียงแค่ต้องการเจอพี่เขาคนนั้นคนเดียว และในที่สุดผมก็เจอถ้ำป็นของตนเองอย่างเป็นเรื่องเป็นราวซักที่ (ภาษานักดนตรี ถ้ำ = แหล่งรวมกลุ่มของคนดนตรีที่มีรสนิยมในการฟังเพลงเหมือนกัน)

พี่คนนั้นชื่อพี่เต๊า เป็นรุ่นพี่ที่ผมนับถือสูงสุดในมหาวิทยาลัยถึงแม้ว่าพี่เขาจะจบไปแล้ว แต่ก็ยังแวะเวียนมาซ้อมและเยี่ยมรุ่นน้องอยู่เสมอ พี่เต๊าคนนี้เปรียบเสมือนตัวแทนของ Steve Harris หัวหน้าวง และมือเบส Iron Maiden แทบทุกระเบียดนิ้วตั้งแต่ ทรงผมจนถึงเบสที่ใช้ และสไตล์การเล่นแบบ Gallop ที่ Steve Harris เป็นคนคิดค้นขึ้น พี่เต๊าก็เล่นได้อย่างชำนาญเช่นกัน

ปัจจุบันพี่เต๊ามีผลงานเป็นของตัวเองชื่อวง Mystic Angel สังกัดค่าย Metal Farm ซึ่งจะมีงานเปิดตัวที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ในวันเสาร์ที่ 6 มกราคมนี้ครับ

การเรียนช่วงนั้นดูเหมือนจะไปได้ไม่ดีนักเนื่องจากผมเริ่มเบื่อหน่ายและท้อกับการวาดรูป ติดแร็กน่าร็อคและไม่เห็นวี่แววอนาคต ผมจึงตัดสินใจดรอปเรียนไปหาประสบการณ์อย่างอื่นแทน

ผมเริ่มทำงานกึ่งประจำคือเป็นเกมเมอร์ของหนังสือ Mega X games Magazine หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ เมก้า ของเครือวิบูลกิจย์ เนื่องจากผมชอบเล่นเกมส์มาตั้งแต่เด็กๆโดยเฉพาะเกมส์ภาษาตระกูลไฟนอล และตระกูล ชินเมงามิเทนเซย์ ปัจจุบันมีผลงานบทสรุปออกมาแล้วทั้งหมด 6 เกมส์ คือ Final Fantasy VII: Dirge of Cerberus , Devil Summoner Kuzunoha Raidou , Mother 3 , Dragon Quest: Yangus , Persona 3 และ Yakuza

เมื่อลมเพลมพัดอีกครั้ง ความกระหายในดนตรีเมทัลเริ่มเข้นข้น ผมจึงเสาะหาอาจารย์มาประสาทวิชาเพื่อที่จะได้ก้าวสู่โลกดนตรีแห่งความมืดได้อย่างเต็มภาคภูมิ นับว่าผมเป็นหนึ่งในนักเรียนกีตาร์ที่โชคดีที่สุดในโลกที่ได้เรียนกับอาจารย์วรรณโน ที่เป็นอาจารย์ของศิลปินหลายๆคนรวมถึงมือกีตาร์ 2 คนจากวง Nathania คือพี่ต้นกับพี่แสง (ทุกวงที่ผมกล่าวมา มีอยู่จริงและได้ Published ออกมาขายมานานพอสมควรแล้ว และเป็นงานดนตรีสากลที่ทางร้านส่วนใหญ่จัดไว้เป็นหมวด Underground ซึ่งคนทั่วไปมักจะไม่สนใจยกเว้นขาประจำเช่นคนในวงการเมทัลเป็นต้น)

ซึ่งการที่ได้มาเรียนกับอาจารย์วรรณโนนั้นถือเป็นเกียรติสูงสุดอย่างยิ่งของชีวิตที่อาจารย์ท่านนี้รู้และเข้าใจความต้องการของลูกศิษย์ดีที่สุดมากกว่าครูที่หวังเงินค่าสอนอย่างเดียว แต่คนส่วนใหญ่ไม่อยากมาเรียนกับอาจารย์ท่านนี้เพราะบุคลิกที่แปลกๆ ใส่แจ็คเก็ตดำทั้งตัว ผมยาว กางเกงยีนส์ดำ รองเท้าบูตหนังสีดำ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายมากที่หลายๆคนเลือกคบคนจากภายนอก

อาจารย์วรรณโน เป็นคนที่รู้จัก Iron Maiden คนที่สองที่ผมเจอถัดจากพี่เต๊า และโดยเซนส์นักดนตรีสายความมืดด้วยแล้วอาจารย์ท่านทักผมทันทีที่มาสมัครว่าชอบ Iron Maiden มากใช่ไหม ทำให้ผมรู้สึกปลื้มปิติเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาพบกับปรมาจารย์ที่แท้จริงแล้ว

จากที่กล่าวไว้ตอนต้นว่าผมเรียนกีตาร์อย่างถวายชีวิต ทำให้ผมละทิ้งทุกอย่างในช่วงนั้น จากเคยวาดรูป เล่นเกมส์ ผมทิ้งทุกอย่าง สนใจแต่กีตาร์และเพลงที่เล่นอย่างเดียว และเป็นช่วงสุดท้ายที่ผมได้ทำการล้างบทความทั้งหมดในนี้



และแล้วช่วงเวลาจริงจังในชีวิตได้มาถึง เมื่อคุณแม่ของผมสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านบริหารธุรกิจ ทำให้ผมตระหนักว่าทั้งตระกูลนั้นมีแต่ระดับอัจฉริยะ ทางฝั่งพ่อมีแต่แพทย์ และฝั่งแม่ก็มีแต่ข้าราชการระดับสูงทั้งนั้น

ส่วนผมจะมัวมาเล่นกีตาร์ หรือวาดรูปเรื่อยเปื่อยมันก็รู้สึกแปลกๆอยู่เหมือนกัน ในเมื่อพ่อก็ฉลาด แม่ก็เก่ง แล้วลูกก็ต้องได้ความสามารถดีๆมาจากพ่อกับแม่มั่งสิครับ

ตอนนี้ผมได้ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญที่เดิม แต่ได้ย้ายคณะเข้ามาใหม่เป็นคณะอักษรศาสตร์ เอกภาษาญี่ปุ่น และคาดว่าจะเลือกโทเป็นภาษาจีนในภายภาคหน้า

ส่วนกีตาร์คือวิญญาณ คือการปลดปล่อยหลังจากผ่านเรื่องหนักศีรษะจากการเรียนมาแล้ว และผมตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ใช้กีตาร์หากินเด็ดขาดนอกจากเล่นเอาสนุกเพื่อความสะใจส่วนตัวเท่านั้น

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวคร่าวๆของผมครับ หวังว่าท่านผู้อ่านที่มีเกียรติทุกท่านคงจะมีไมตรีจิตตอบรับผมในคอมเมนต์เช่นกัน ขออวยชัยให้ทุกท่านประสบความสุขสมปราถนากันถ้วนหน้าครับ

-----------------------------------------------------------

P.S.


- คุณพ่อคุณแม่ที่เคารพครับ ผมจะตั้งใจเรียนเป็นเด็กดีไม่กินเหล้า ไม่เที่ยวแล้ว

- อยากได้แฟน ขี้อ้อนๆจัง จะได้ยิ้มบ่อยๆ พักนี้รู้สึกว่าตัวเองน่ากลัวขึ้นทุกวันๆ


โลกเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในเอกภพที่เรียกว่าสุริยะจักรวาลซึ่งมีพระอาทิตย์เป็นแกนหลักของระบบวงโคจรทั้งหมด

เป็นแค่ผงฝุ่นไร้ค่าเมื่อเทียบกับความกว้างใหญ่ของจักรวาล

แต่ทำไมแค่โลกใบนี้ แค่ผงฝุ่นเล็กๆเม็ดนี้ถึงได้มีสิ่งมหัศจรรย์ที่เรียกว่าสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้น

และสิ่งมีชีวิตสุดพิเศษที่เรียกกันว่ามนุษย์นั้นถึงได้ทะเยอทะยานครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างไม่เว้นแม้กระทั่งจักรวาล

มนุษย์แต่ละชนชาติต่างก็นับถือศาสนา มีพระเจ้าตามคติความเชื่อซึ่งแตกต่างกันออกไป

แต่ไม่อาจรู้ได้ว่าพระเจ้าองค์เดียวกันที่พวกเรานับถืออยู่นี้จะมีอำนาจครอบคลุมไปทั่วทั้งจักรวาลหรือไม่

แล้วถ้าเกิดวันใดวันหนึ่งมนุษย์สามารถเดินทางไปมาระหว่างจักรวาลได้อย่างอิสระพระเจ้าที่มนุษย์นับถือคงหมดความสำคัญลง

เพราะหากพระเจ้าบนโลกไม่สามารถประทานหรือช่วยเหลือมนุษย์ได้ดังที่พวกเขาหวังเอาไว้

มนุษย์ก็คงอพยพไปอาศัยนับถือพระเจ้าของดวงดาวหรือจักรวาลอื่นๆที่ดีกว่าเป็นแน่แท้

หรือคิดอีกแง่หนึ่งว่าหากพระเจ้ามีอยู่องค์เดียวบนโลกใบนี้

แสดงว่ามนุษย์ต่างดาวบนกาแลกซี่อื่นที่สิ้นหวังคงมีศรัทธาอันแรงกล้าที่จะเดินทางมาเพื่อตามหาพระเจ้าถึงโลกมนุษย์ใบนี้กันหมด

ทีนี้โลกก็จะเต็มไปด้วยมนุษย์ต่างดาวสายพันธุ์ต่างๆแห่กันมากราบบูชาพระเจ้า

พระเจ้าซึ่งแม้แต่มนุษย์เองก็ยังไม่เคยเห็น ไม่เคยสัมผัส แต่ก็ยังเชื่อว่ามี

ทั้งหมดนี้เป็นแค่ตัวอย่างของการมองมุมกลับในเรื่องที่หลายๆคนคิดว่าเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน

ซึ่งเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะคิดตามที่เขาอยากจะคิด เป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าเราจะเชื่อไม่ได้

แต่เพราะความเชื่อที่มากเกินไปทำให้เกิดปัญหาตามมาไม่รู้จักจบสิ้น

เชื่อว่าตัวเองถูกฝ่ายเดียว

เชื่อว่าฝ่ายที่คิดไม่ตรงกันผิดอย่างเดียว

ต่างคนต่างคิดแบบนี้ดูเหมือนจะไม่ผิดเพราะทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิด

แต่ถ้าหากว่าการคิดนั้นไปละเมิดความคิดของคนอื่นเข้าแล้วล่ะก็เก็บไว้ในใจดีกว่า

สงครามศาสนาที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วก็เพียงเพราะความเชื่อที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้

การเคารพในความคิดของคนอื่นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดในการอยู่ร่วมกันในระบอบประชาธิปไตย

โดยเฉพาะประเทศไทยที่บอกว่าเป็นประชาธิปไตยแต่ระบบหลายๆอย่างดูเป็นเผด็จการ

อาจารย์ที่เอะอะก็ลงโทษเด็ก ตีเด็กที่โต้แย้ง ถึงแม้ว่าฝ่ายเด็กจะถูกก็ตาม เห็นได้บ่อยๆตามโรงเรียนที่ครูอาจารย์ด้อยพัฒนา

ผมจำฝังใจตั้งแต่เด็ก มันทำให้เก็บกดจนมาถึงทุกวันนี้ที่ผมบรรลุนิติภาวะ

ผมต้องการแก้แค้นสังคมที่เผด็จการที่คอยกดดันผมตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก

ผมจะไม่ยอมให้คนที่ผมรักอยู่ใต้อำนาจเผด็จการไร้เหตุผลแบบนี้เด็ดขาด

ถ้าหากผมมีลูกก็จะไม่ส่งลูกเข้าไปเรียนโรงเรียนแบบนั้นเด็ดขาด

จะยอมทำงานหนักส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ หรือเรียนต่างประเทศ ที่ๆเขาเคารพสิทธิและความคิดของคนอื่นที่ดีกว่าประเทศไทย

ผมไม่เคยห้ามไม่ว่าใครอยากจะทำอะไรผมก็ให้ทำ

ยกตัวอย่างคนที่ผมรักอยากไปเที่ยว อยากคุยกับคนโน้นคนนี้ ผมไม่เคยว่า ให้เกียรติตลอด ถ้าต้องการให้ไปด้วย ผมก็ไป

ไอ้นิสัยของพวกขี้หึงหลายๆคนที่พอคบกันแล้วก็ล่ามโซ่ ไม่ปล่อยให้ขยับไปใหนนั้นน่าสมเพช

พออีกฝ่ายทนแรงกดดันไม่ไหวก็เลิก กลายเป็นปัญหาตามมาเพราะฝ่ายที่บีบบังคับเขานั้นไม่ยินยอม

สุดท้ายจบลงด้วยความตาย ของทั้งสองหรือฝ่ายเดียวก็ตาม

นี่เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงการขาดความเข้าใจในหลักประชาธิปไตย หรือการเคารพสิทธิเบื้องต้น ที่ไม่มีโรงเรียนใหนเลยในประเทศไทยสอนเด็ก

คนไทยหลายๆคนถึงเป็นกันได้อย่างที่รู้กัน เหล่าเด็กเกรียนจึงผุดขึ้นมาจากนรกเต็มไปหมดแบบนี้

ใครไม่พอใจหาว่าผมกระด้างกระเดื่องต่อระบบเผด็จการแบบนี้ก็ขอเชิญมายิงผมได้เลย ผมยอมตายดีกว่าอยู่อย่างไร้อิสรภาพ

แต่ผมจะไม่ไปคนเดียว ใครก็ตามที่เอาชีวิตผมไป ผมจะลากมันไปด้วย

-------------------------------------------------------------------

P.S.

- เมื่อวานนี้หลังจากเข้าอบรม Ethic Seminar ของมหาวิทยาลัย ผมอารมณ์ดีเป็นพิเศษในรอบปีเนื่องจากไม่มีภาระอะไรแล้ว หลังจากที่ตลอดหลายอาทิตย์วันเสาร์อาทิตย์ไม่เคยว่างเลย

ผมจึงตัดสินใจว่าจะไปเจาะจมูกเจาะปากและเจาะหูเพิ่มอีกสักหน่อย หลังจากเปลี่ยนชุดแล้วก็เดินออกไปยังไม่ทันพ้นหน้าซอยก็พบกับเฮียที่ผมนั่งดื่มประจำนั่งเต๊ะท่าสบายเหมือนที่เห็นทุกวัน

เฮียช่วยเตือนสติผมได้ว่าเจาะไปก็ดูดีแค่กับรุ่นเดียวกัน เด่นเพื่อจีบสาว แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าหากเข้าสมัครงานสารรูปแบบนี้คงไม่มีใครเอา ถึงจะถอดก่อนไปสมัครงานก็ยังเป็นรอยน่าเกลียดอยู่ดี แค่เจาะหูก็พอแล้ว หลังจากนั้นเลยอยู่กับเฮียยาว

นั่งหาอะไรทานกับเฮียซักพักผมก็กลับขึ้นห้องนอนเล่นไม่คิดที่จะไปเจาะปากเจาะจมูกอีกเลย คิดดูดีๆมันก็แค่เท่ห์แหละเนอะ

โชคไม่ดีที่ครอบครัวผมไม่ใช่นักธุรกิจ ไม่มีกิจการที่คุณพ่อสืบทอดมาให้ผมได้เนื่องจากคนละสายอาชีพกัน ผมจึงต้องเจียมตัวไว้ก่อนว่าเรียนจบยังไงๆก็ต้องไปเป็นลูกจ้างเขาแน่ๆ

แล้วคอยดูถ้าผมตั้งบริษัทได้เมื่อไหร่ รวยเมื่อไหร่จะเจาะจะสักทั้งตัวให้สะใจ แถมตั้งกฏให้พนักงานเจาะปากทุกคนแล้วสักตราโลโก้บริษัทกลางหลังด้วย จะทำจริงๆนะครับเนี่ยไม่ได้พูดเล่น คอยดูเถอะ

- ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามครับ สุขสันต์วันแห่งความรักล่วงหน้าด้วยครับผม


ท่านผู้อ่านที่เคารพทุกท่าน

ในประเทศไทยของเรานั้นค่านิยมในการฟังเพลงส่วนใหญ่มาจากกระแสในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งกินเวลาราวๆ 5-10 ปี

ยกตัวอย่าง ยุคเฮฟวี่เมทัล ยุคดิสโก้ ยุคบอยแบนด์ ยุคเพลงญี่ปุ่น ยุคแรพฮิปฮอปครองเมือง เรื่อยมาจนถึงยุคเพลงเกาหลี (ลำดับ หรือชื่อยุคอาจจะไม่ถูกเพราะเกิดไม่ทันครับ มาทันเอาแค่ 2-3 ยุคหลังๆ)

จุดที่เห็นชัดที่สุดในการแบ่งแยกแนวเพลงที่คนฟังดูได้จากการแต่งตัว ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดกระแสตามกันมา

เช่นบางคนเห็นว่าการแต่งฮิปฮอปมันเท่ห์ แต่ไม่ได้ฟัง ฟังไม่รู้เรื่อง แค่อยากเท่ห์เฉยๆเห็นเพื่อนแต่งเลยแต่งมั่ง

ดังนั้นในสมัยนี้จึงไม่แปลกที่การฟังเพลงของเด็กไทยส่วนใหญ่เป็นการฟังตามแฟชั่น ซึ่งศิลปินและการโปรโมตมีส่วนอย่างยิ่งต่อพฤติกรรมของคนฟัง

บางคนชอบเพราะนักร้องหน้าตาดี คนหน้าตาดีทำอะไรก็ไม่ผิดเพราะเค้าหน้าตาดี แม้เสียงจะแย่แค่ใหน ก็บอกว่าเพราะ

เพลงออกใหม่ต้องตามให้ทัน ต้องร้องให้ได้ ต้องดูมิวสิควิดีโอ จะได้เอาไปคุยกับเพื่อนว่าอินเทรนด์

พอใครไม่สนใจเรื่องพวกนี้ก็จะโดนหาว่าเอาท์ไม่ทันสมัย อย่าว่าแต่ดนตรีเลย ทั้งในรายการโทรทัศน์ และภาพยนต์ก็เหมือนกัน

บางคนแค่ได้ยินเพลงดังๆก็รีบแสดงออกว่าตัวเองฟัง ชอบ ทั้งๆที่ไม่ชอบเลย ฟังตามๆคนอื่นเพราะมันดัง

เพราะวัยรุ่นไทยชอบยึดติดกับคำว่าอินเทรนด์ กลัวเชยไปเสียหมด ถึงไม่รู้จักคำว่าตัวของตัวเอง ไม่รู้จักค้นคว้าหาสิ่งที่ชอบมัวแต่ตามคนอื่น

หลายๆท่านอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่แย่ ผมก็เคยคิดเช่นนั้นครับ ผมถึงขนาดเคยแอนตี้บอยแบนด์แอนตี้พวกดีทูบี บีมิกซ์ กอล์ฟไมค์ เลยด้วยซ้ำ

แต่ว่าหลังจากเรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง ผมถึงได้ประจักษ์ถึงความจริงอย่างหนึ่งว่า

เงินคือพระเจ้า!!!

ไม่ว่าใครก็อยากได้เงินครับ โดยวิธีที่สุจริตแต่ผิดศีลธรรมหรือไม่ไปคิดกันเอาเอง

แหล่งเงินทุนมหาศาลคือกลุ่มเด็กวัยรุ่น โดยเฉพาะพวกตามเทรนด์ ตามกระแสนี่แหละครับ ที่ผมเคยเกลียด แต่ตอนนี้ผมกลับยินดีที่จะคบค้าสมาคมด้วย

ผมฟังแต่เมทัลหนักกระโหลกแต่ก็ไม่รังเกียจเพลงรักอกหักอีกต่อไป เพราะมันสร้างเงินได้

ความชอบที่กินไม่ได้ ไร้ประโยชน์ ถ้ามีคนมาโยนเงินให้แล้วบอกว่าให้ไปเล่นเพลงตลาดๆผมก็เอา เพราะเพลงมันกระจอกง่ายๆให้คนฟังธรรมดาฟัง ไม่ได้ไปเล่นให้เทพฟัง แกะเพลงแปปเดียวก็เล่นได้ ไม่เหนื่อยด้วย

ยิ่งพวกคลั่งดาราไม่ลืมหูลืมตาที่ผมเคยด่าว่าโง่ ตอนนี้ผมยินดีมากที่ได้พบเจอครับ เงินทั้งนั้นเลย

เพราะกลุ่มวัยรุ่นเห่อตามสมัยพวกนี้ยินดีที่จะจ่ายเงิน ทุ่มไม่อั้นเพื่อให้ได้เพียงคำชมจากคนรอบข้างว่า อินเทรนด์

ผมเลิกความคิดที่จะพยายามฝึกคนให้รู้จักคุณค่าของดนตรีแล้วครับ

ในเมื่อเม็ดเงินมันหมุนเวียนเยอะขนาดนี้แล้วเห็นทีผมจะต้องลดตัวลงไปคลุกคลีและตักตวงเอาไว้บ้าง

ส่วนดนตรีชั้นสูงก็เก็บเอาไว้ให้พวกเดียวกันเองฟัง เงินที่ได้จากพวกตามกระแสก็เอาไปสนับสนุนวงที่มีฝีมือจริงๆให้มีแรงบันดาลใจทำเพลงต่อ

ชอบใคร คนใหนหล่อ จะกรี๊ดใครก็ตามใจครับ ผมสนับสนุน

เพราะซักวันหากผมก้าวเข้ามาในธุรกิจนี้ขึ้นมาแล้ว

ความรู้สึกสะใจที่มากกว่าการด่าพวกตามกระแสนั่นก็คือ การได้สูบเงินจากคนพวกนี้นั่นเอง

รวยวันรวยคืน!!!

ขอบพระคุณที่ติดตามครับ

--------------------------------------------------------
P.S.

- น้ำหนักลดรวม 20 กิโลแล้ว อีก 5 โลจะเข้าน้ำหนักมาตรฐานชายไทยซักที

- ตอนนี้ผมได้เป็นผู้จัดการวง Mystic Angel แล้วครับ

- ความโลภทำให้คนดีกลายเป็นคนชั่วครับ เช่นเรื่องของผมใน entry นี้เป็นต้น เด็กดีอย่าเอาเป็นตัวอย่าง ให้ผมเลวคนเดียวก็พอ เลวกันหมดเดี๋ยวประเทศชาติล่มจมกันพอดี

- วันนี้ความมืดครอบงำครับ หากภาษาที่ใช้ไม่สุภาพต้องกราบขออภัยอย่างสูง คาดว่า ใน entry หน้าจะกลับสู่สภาวะปรกติและมีสาระมากกว่าเดิมครับ